Rss

ตรวจสอบความมั่งคั่งของตัวเอง

อยากรวย ทำยังไงดี?
ไม่ว่าใครๆก็พูดว่าอยากรวย แต่ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย เพราะนิยามทางการเงินของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจจะตั้งเป้าเอาไว้หลักสิบล้าน,หลักร้อยล้าน หรือพันล้าน ซึ่งหากจะกำหนดนิยามความรวยตามตัวเลขของเงินในบัญชีคงเป็นเรื่องที่บอกได้แค่ส่วนเดียว
แต่หากเป้าหมายทางการเงินของคุณคือการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง มีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มีเงินสำรองในเวลาฉุกเฉินอย่างเพียงพอ มีบ้านที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งเป้าหมายเช่นนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีความมั่งคั่งทางการเงิน
ความมั่งคั่งทางการเงินไม่ใช่คำพูดสวยหรูที่มีเอาไว้พูดเพื่อสร้างภาพให้ดูดี แต่มันสามารถคำนวณได้ด้วยสูตรหาความมั่งคั่งที่ทำได้ดังต่อไปนี้
รายได้จากทรัพย์สิน/รายจ่าย = อัตราส่วนความมั่งคั่ง
ซึ่งหากอัตราส่วนความมั่งคั่งนี้มากกว่า 1 แสดงว่าคุณมีความมั่งคั่งหรือมีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงมากเพียงพอที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น คุณทำงานและมีรายได้ต่อปีหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ 600,000 บาท มีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ตกปีละ 60,000 บาท และเงินปันผลจากหุ้นปีละประมาณ 20,000 บาท ส่วนเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวและอื่นๆต่อปีของคุณตกอยู่ที่ปีละ 240,000 บาท
เมื่อนำมาคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่ง หรือ Wealth Ratio จะอยู่ที่
600,000+60,000+20,000/240,000 = 2.83
แสดงว่าคุณมีความมั่งคั่งที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายโดยไม่กังวลเรื่องเงิน
ตรวจสอบความมั่งคั่งเรื่องการเงินเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตทางการเงินที่คุณสามารถเลือกได้เอง
อยากรวย ทำยังไงดี?
ไม่ว่าใครๆก็พูดว่าอยากรวย แต่ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย เพราะนิยามทางการเงินของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจจะตั้งเป้าเอาไว้หลักสิบล้าน,หลักร้อยล้าน หรือพันล้าน ซึ่งหากจะกำหนดนิยามความรวยตามตัวเลขของเงินในบัญชีคงเป็นเรื่องที่บอกได้แค่ส่วนเดียว
แต่หากเป้าหมายทางการเงินของคุณคือการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง มีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มีเงินสำรองในเวลาฉุกเฉินอย่างเพียงพอ มีบ้านที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งเป้าหมายเช่นนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีความมั่งคั่งทางการเงิน
ความมั่งคั่งทางการเงินไม่ใช่คำพูดสวยหรูที่มีเอาไว้พูดเพื่อสร้างภาพให้ดูดี แต่มันสามารถคำนวณได้ด้วยสูตรหาความมั่งคั่งที่ทำได้ดังต่อไปนี้
รายได้จากทรัพย์สิน/รายจ่าย = อัตราส่วนความมั่งคั่ง
ซึ่งหากอัตราส่วนความมั่งคั่งนี้มากกว่า 1 แสดงว่าคุณมีความมั่งคั่งหรือมีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงมากเพียงพอที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น คุณทำงานและมีรายได้ต่อปีหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ 600,000 บาท มีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ตกปีละ 60,000 บาท และเงินปันผลจากหุ้นปีละประมาณ 20,000 บาท ส่วนเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวและอื่นๆต่อปีของคุณตกอยู่ที่ปีละ 240,000 บาท
เมื่อนำมาคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่ง หรือ Wealth Ratio จะอยู่ที่
600,000+60,000+20,000/240,000 = 2.83
แสดงว่าคุณมีความมั่งคั่งที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายโดยไม่กังวลเรื่องเงิน
ตรวจสอบความมั่งคั่งเรื่องการเงินเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตทางการเงินที่คุณสามารถเลือกได้เอง

กับดักที่ทำให้เก็บเงินไม่ได้ตามแผน

การวางแผนทางการเงินให้เป็นระบบเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คุณตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองได้ตามความเป็นจริงและ จัดการเรื่องเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายของความมั่งคั่งทางการเงินที่ต้องการ แต่เมื่อจะวางแผนทางการเงิน ก็ต้องรู้ก่อนว่า มีกับดักทางการเงินที่รออยู่ทุกระยะทางที่จะทำให้แผนทางการเงินของคุณไม่ประสบความสำเร็จ
มาดูกันว่ากับดักทางการเงินที่ขัดขวางความมั่งคั่งที่คุณต้องระวังมีอะไรกันบ้าง
• บัตรเครดิต การมีบัตรเครดิตเพื่อใช้จ่ายนับว่าเป็นความสะดวกหลายอย่าง โดยเฉพาะการซื้อของราคาสูงๆที่คุณไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆไปซื้อ,จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินเวลาเดินทาง และใช้ในการซื้อของและทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ แต่การใช้จ่ายบัตรเครดิตอย่างไม่ระมัดระวังก็เป็นหนทางที่ทำให้เกิดหนี้สิน โดยเฉพาะคนที่ชอบใช้บัตรเครดิตจนเต็มวงเงินและจ่ายรายเดือนเพียงแค่ขั้นต่ำ ซ้ำร้ายยังไม่ได้ทำแบบนี้แค่บัตรใบเดียวแต่มีบัตรเครดิตหลายใบ ซึ่งจะทำให้คุณตกอยู่ในวังวนหนี้สินบัตรเครดิตจนทำให้ไม่สามารถเก็บเงินตามแผนที่วางไว้ได้
• ไม่มีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉิน หลายคนคิดที่จะเก็บเงินเพื่ออนาคตหรือการลงทุน แต่กลับลืมที่จะมีบัญชีเงินออมเผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ทำให้เมื่อต้องใช้จ่ายเงินมากๆยามจำเป็นต้องดึงเงินจากบัญชีเงินออมมาใช้ ซึ่งหากมีเงินออมมากพอ ปัญหาของคุณก็คือเงินออมลดลง และต้องเริ่มเก็บเงินกันใหม่ และที่แย่คือเงินออมมีไม่พอ ก็อาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินที่ทำให้คุณต้องตกเป็นหนี้สินอย่างช่วยไม่ได้
ดังนั้นในการวางแผนทางการเงินอย่าลืมคำนึงถึงกับดักที่สำคัญทางการเงินนี้อยู่เสมอ เพื่อที่จะได้วางแผนสำรองเอาไว้ล่วงหน้าให้สามารถรับมือได้

ตรวจสอบระดับทางการเงินของตัวเองก่อนวางแผนเรื่องเงิน

เมื่อคิดจะก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง ก็ต้องมีการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อนที่จะทำการวางแผนทางการเงินได้นั้น ต้องรู้สถานภาพทางการเงินของตัวเองก่อน ว่าอยู่ในระดับไหน และมีปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคของความร่ำรวยของคุณบ้าง
เริ่มต้นจากการจดบันทึกรายรับและรายจ่าย ทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สินที่มีอยู่ แล้วมาดูว่าสถานะทางการเงินของคุณตอนนี้อยู่ในระดับใด
1. ระดับดีมาก อยู่ในระดับที่ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้อย่างเพียงพอ อีกทั้งยังมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนประเภทต่างๆ
2. ระดับดี มีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่ายและมีเงินเก็บในจำนวนมากพอสมควร นอกจากนี้ก็เริ่มมีการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองมากขึ้น
3. ระดับพอใช้ สามารถหาเงินมาได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย มีเงินเก็บออมบ้างพอสมควร ยังไม่มีหนี้
4. ระดับตึงตัว ยังคงสามารถหาเงินได้แต่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ละเอนแบบเดือนชนเดือน มีหนี้สินบ้างแต่ไม่มากนัก
5. ระดับแย่ ความสามารถในการหาเงินแทบไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน อีกทั้งยังมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อีกจำนวนมาก หาเงินได้เท่าไหร่ต้องจ่ายหนี้หมด หรือหาได้ไม่พอใช้หนี้
เมื่อรู้ระดับสถานะทางการเงินของตัวเองแล้ว ก็จะทำให้คุณมองเห็นแนวทางในการวางแผนทางการเงินของตัวเองมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น หากมีหนี้สินและหาเงินไม่พอใช้ ก็ต้องเริ่มมองหาแนวทางในการปลดหนี้และหารายได้เพิ่มขึ้น แต่หากอยู่ในระดับที่มีเงินพอใช้และมีเงินเก็บ ก็ต้องมองหาแนวทางการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินที่มีอยู่ในกระเป๋าให้งอกเงยมากขึ้น เป็นต้น

อายุเท่านี้ ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่

การตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองเป็นประจำถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะการดูแลสถานะทางการเงินก็เหมือนการดูแลสุขภาพของตนเอง ที่จะต้องดูแลให้มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อที่ว่าเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็จะสามารถผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งสถานะทางการเงินก็เช่นกัน หากมีสัญญาณเตือนที่ไม่สู้ดี เช่น บริษัทเตรียมปลดพนักงาน คุณก็ยังอุ่นใจเพราะเงินสำรองและทรัพย์สินที่มีอยู่จะช่วยให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย
สิ่งหนึ่งที่จะเป็นหลักประกันความมั่นคงของตัวเองก็คือ เงินเก็บที่มีอยู่ ซึ่งนอกเหนือจากการตรวจสอบอัตราความมั่งคั่งที่หาได้จากรายรับต่อปีหารด้วยรายจ่ายต่อปีที่จะทำให้คุณรู้ว่ามีเงินเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายแล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่าเงินเก็บที่คุณควรมีอยู่ในตอนนี้ควรเป็นเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้วางแผนเก็บเงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้
การคำนวณว่าตอนนี้คุณควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ สามารถคำนวณได้จากสูตร
อายุ x รายได้ต่อปี /10
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้คุณมีอายุ 30 ปี มีรายได้ต่อปี 300,000 บาท ต้องมีเงินเก็บจำนวน 900,000 บาทอยู่ในบัญชีธนาคาร
หากคุณมีเงินเก็บตามเป้าหมายนี้ก็ถือว่าชีวิตเริ่มก้าวเข้าสู่ความมั่นคงแล้ว และหากเพิ่มรายรับจากการลงทุนและรายรับจากช่องทางอื่นๆรวมถึงมีความสามารถในการเก็บเงินได้มากกว่านี้ก็จะยิ่งดี
แต่ถ้าหากเงินในบัญชีของคุณยังไม่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่กล่าวมานี้ แถมยังมีหนี้สินอีกต่างหาก ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มต้นวางแผนทางการเงินและเก็บออมให้มากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางการเงินที่คุณสามารถสร้างเองได้

วางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อความมั่งคั่ง

เมื่อตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองแล้วว่าอยู่ในระดับใด ก็เริ่มมาวางแผนทางการเงินของตัวเองเพื่อก้าวสู่ความมั่งคั่งกัน ซึ่งการวางแผนทางการเงินมักประกอบไปด้วย 4 ส่วนดังต่อไปนี้
1. วางแผนเป้าหมายที่ต้องการในชีวิต ซึ่งต้องเป็นเป้าหมายที่กำหนดขึ้นมาอย่างชัดเจนและสามารถวัดผลได้ อย่างเช่น วางแผนว่าจะมีบ้านหลังแรกก่อนอายุ 30 ปี,วางแผนที่จะมีเงินเก็บในช่วงเกษียณ 5 ล้านบาท,วางแผนที่จะมีพอร์ตการลงทุนประมาณ 10 ล้านก่อนอายุ 45 ปี เป็นต้น
2. วางแผนออมเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องมีทั้งบัญชีเงินออมเพื่อความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นบัญชีเงินออมระยะยาว,บัญชีเงินเก็บเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน, และอาจจะต้องมีบัญชีเงินออมระยะสั้นและระยะกลางเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นต่างๆ อย่างเช่นค่าดาวน์บ้าน,เงินจัดงานแต่งงาน,ค่าใช้จ่ายของลูกๆ เป็นต้น
3. วางแผนจัดการหนี้สิน หนี้สินที่ว่านี้มีทั้งหนี้สินที่ดีและหนี้สินที่ไม่ดี ซึ่งหนี้สินที่ดีเป็นหนี้สินที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต อย่าง ค่าผ่อนบ้าน หรือหนี้สินที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างการกู้เงินมาขยายธุรกิจ ส่วนหนี้สินที่ไม่ดีคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคุณเพิ่มมากขึ้น จนบางครั้งอาจถึงกับไม่พอใช้จ่าย ซึ่งต้องจัดการกับหนี้สินเหล่านี้อย่างเป็นระบบ
4. วางแผนในการลงทุน เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินในกระเป๋าให้มากขึ้น และช่วยให้เงินงอกเงยขึ้นมากกว่าการฝากเงินให้นอนนิ่งอยู่อย่างเดียวในธนาคาร ที่มีความเสี่ยงที่ค่าเงินจะลดลงทุกวันจากเงินเฟ้อ
การวางแผนทางการเงินที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ชีวิตและเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของคุณ จะทำให้สามารถจัดการเรื่องเงินได้ดียิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะพบกับความมั่งคั่งในอนาคตอย่างแน่นอน

เตรียมความพร้อมให้รอบด้านก่อนลงทุน

แม้ว่าการลงทุนจะเป็นเส้นทางที่นำพาคุณไปสู่ความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะตัดสินใจกระโจนลงสู่สนามการลงทุน ต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อทำให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น ลดอุปสรรคต่างที่ขัดขวางความสำเร็จในการลงทุน และช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินลงไปได้อีกมาก
1. เตรียมพร้อมความรู้ก่อนการลงทุน ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองถนัด อย่าลงทุนตามคนอื่นหรือคำแนะนำจากกูรูโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ดีเสียก่อน เพราะอาจมีโอกาสผิดพลาดสูง
2. เตรียมเงินให้พร้อมสำหรับการลงทุน เงินที่เหมาะสำหรับการลงทุนคือเงินเย็นที่ยังไม่มีความรีบร้อนในการใช้เงิน เพราะการลงทุนบางอย่างต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรจึงจะเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน การกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนจึงเป็นความเสี่ยงในการลงทุนที่ไม่ควรทำ
3. เตรียมสภาพคล่องทางการลงทุน เพราะการลงทุนต้องมีการซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พอร์ตการลงทุนค่อยๆโตขึ้นจนกว่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างที่ต้องการ ดังนั้นจึงควรมีความพร้อมในเรื่องเงินที่จะลงทุน และกฎที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 5-10 % ของพอร์ตการลงทุนเพื่อที่ว่าจะได้มีโอกาสซื้อสินทรัพย์ที่ดีในราคาถูกเมื่อตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้สินทรัพย์ดีๆเอาไว้ในพอร์ตได้มากขึ้น
4. เตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ ด้วยการซื้อประกันสุขภาพเพื่อให้ความอุ่นใจในยามเจ็บป่วย เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่อุตส่าห์ออมหุ้นเอาไว้อย่างดี แต่พอเจ็บป่วยต้องเสียเงินมาก ต้องตัดใจขายหุ้นเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าโรงพยาบาล แบบนี้ก็ไม่คุ้ม
เตรียมความพร้อมในการลงทุนให้รอบด้าน เพื่อให้การลงทุนของคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

กองทุนรวม ทางเลือกการลงทุนสำหรับมือใหม่

เมื่อต้องการจะลงทุน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี ทางเลือกในการลงทุนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือกองทุนรวม เพราะเป็นการการลงทุนที่มีมืออาชีพคอยช่วยบริหารกองทุนให้ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าความรู้หรือความเชี่ยวชาญที่มีจะเพียงพอต่อการบริหารการลงทุนหรือไม่ อีกทั้งการซื้อกองทุนรวมยังให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ที่คุณสามารถนำไปขอลดหย่อนเพื่อให้มีเงินเหลือติดกระเป๋ามากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การซื้อกองทุนรวมยังใช้เงินเริ่มต้นไม่มากและสามารถซื้อเพิ่มได้ในทุกๆเดือน
ลักษณะของการลงทุนในกองทุนรวม จะเป็นการนำเงินของผู้ลงทุนหลายๆคนมารวมกันแล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนว่าจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน หากเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนในอัตราสูงๆ เช่นเดียวกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย
การลงทุนในกองทุนรวม สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงเปิดบัญชีกองทุนรวมโดยใช้เอกสารตามที่ระบุเอาไว้ และทำการซื้อขายกองทุนรวมกับ บลจ.แต่ละแห่งโดยตรง ซึ่งหลังจากเปิดบัญชีครั้งแรกแล้ว คุณก็จะได้รับหลักฐานยืนยันการลงทุนซึ่งต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี
หากสนใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม ควรศึกษาข้อมูลของกองทุนให้ละเอียด และเลือกลงทุนในกองทุนที่มีมีนโยบายในระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ อีกทั้งควรหมั่นติดตามผลการลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอ
กองทุนรวมเป็นทางเลือกในการออมและการลงทุนสำหรับมือใหม่ที่น่าสนใจ ดังนั้นหากจะเริ่มต้นลงทุนอาจเริ่มศึกษาจากกองทุนรวมก่อนเป็นอย่างแรกๆก็ได้

เคล็ดลับบริหารเงินเดือนให้พอใช้และมีเงินเหลือเก็บ (2)

การวางแผนกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้อยู่ที่ประมาณ 50 % ของรายรับในแต่ละเดือน จะทำให้คุณมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ,เก็บออมและใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขต่างๆให้กับตัวเอง ซึ่งเงินในส่วน 50 % ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายประจำนี้ ควรวางแผนใช้ให้รอบคอบเช่นกัน เพราะถ้าใช้เงินดีๆ ก็จะมีเงินเหลือเก็บอีกเพียบ แถมยังช่วยสร้างวินัยทางการเงินให้คุณใช้จ่ายอย่างพอดีตัวอีกด้วย
มาดูวิธีใช้เงินในส่วนนี้กัน
1. คำนวณค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วแบ่งเงินใส่ซองเอาไว้ให้พอดีเพื่อที่จะได้หยิบมาใช้ในแต่ละวันได้สะดวก เช่น เงินเดือน 25,000 บาท หักค่าใช้จ่ายประจำที่จำเป็นในแต่ละเดือนไปแล้ว 50 % จะเหลือเงิน 12,500 สำหรับใช้จ่ายทั้งเดือน จากนั้นคุณคำนวณค่าใช้จ่ายประจำวันในการเดินทางไปทำงานและค่าอาหารตกวันละ 250 บาท ก็ให้แบ่งเงินจำนวน 250 บาทใส่ซองพลาสติกเอาไว้ และเมื่อออกจากบ้านก็หยิบเงินที่จัดเอาไว้ในซองไปทำงานวันละซอง รวมถึงวันหยุดด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทั้งเดือนจะตกอยู่ที่ 7,500 บาท เหลือเงินอีก 5,000 บาทสำหรับใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ
2. เก็บเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในแต่ละวัน อย่างเช่น เหลือเงินค่าอาหารกลางวันเนื่องจากที่แผนกมีงานเลี้ยง นำมาหยอดใส่กระปุกหรือกล่องใส่เงิน ซึ่งจะทำให้คุณมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นได้อีก
3. กำหนดวงเงินสำหรับเที่ยวและช็อปปิ้ง แม้ต้องเก็บเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาสใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเอง เพียงแต่ต้องรู้จักกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมและใช้จ่ายไม่เกินงบ เพื่อไม่ให้กระเป๋าฉีก เงินไม่พอใช้จนต้องนำเงินเก็บมาใช้
เพียงทำได้ตามแผนนี้ คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ และเพิ่มโอกาสในการเก็บออมเงินให้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายความมั่งคั่งทางการเงินต่อไปในอนาคต